
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดลำปาง เพื่อศึกษาโอกาสในการพัฒนาศักยภาพไม้ดอกไม้ประดับ นำมาเป็นช่องทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ว่า ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกไม้ดอกไม้ประดับอันดับที่ 3 ของเอเชียรองจากจีน และมาเลเซีย และอันดับที่ 11 ของโลก แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้ ลดลง แต่การส่งไม้ดอกไม้ประดับไปประเทศลาว เมียนมา ที่เป็นดอกกล้วยไม้ ไม้ประดับอย่างมอสและไลเคนกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

“ระหว่างการชะลอการส่งออก จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับใหม่ๆให้ตรงตามความต้องการของตลาด เชื่อว่าสินค้าไม้ดอกไม้ประดับของไทยจะมีศักยภาพในการส่งออกและกลับมาขยายตลาดได้อย่างแน่นอน เพราะไทยมีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีสภาพภูมิอากาศที่ดี มีเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐาน และนักปรับปรุงพันธุ์ของไทยมีความสามารถพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับใหม่ๆ หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย มั่นใจว่าสินค้าไม้ดอกไม้ประดับของไทยจะมีศักยภาพในการส่งออกและกลับมาขยายตลาดได้อีกครั้ง”

นางอรมน กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนช่องทางการทำตลาด จากเดิมเน้นส่งออกจำนวนมาก ควรเปลี่ยนมาใช้รูปแบบขายออนไลน์ จะช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น ควบคู่กับการทำตลาดที่ใช้ข้อได้เปรียบทางภาษีโดยเจาะตลาดส่งออกไปยังประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรี ซึ่งได้ปลดล็อกกำแพงภาษีศุลกากร ทำให้สินค้าไม้ดอกไม้ประดับทุกรายการของไทยที่ส่งไปขายในประเทศคู่เอฟทีเอ 17 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และเปรู ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแล้ว เหลือเพียงอินเดียที่ยังคงภาษีนำเข้าสินค้าไม้ดอกไม้ประดับบางรายการไว้ เช่น ดอกกุหลาบ กิ่งชำ มอสและไลเคน ในอัตรา 5-60%.

อ่านเพิ่มเติม...
August 25, 2020 at 07:15AM
https://ift.tt/34tdjBQ
ใช้ FTA ภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ อุ้มไม้ดอกส่งตลาดอาเซียน - ไทยรัฐ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog
No comments:
Post a Comment