Pages

Showing posts with label ตลาด. Show all posts
Showing posts with label ตลาด. Show all posts

Tuesday, September 29, 2020

Q3 เริ่มฟื้น "คอลลิเออร์ส" ชี้ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ผ่านจุดต่ำสุดใน Q2/63 - ประชาชาติธุรกิจ

jengkolpasar.blogspot.com
บ้าน คอนโด ธุรกิจ อสังหา

ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาส 3263 อุปสงค์และอุปทานใหม่ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่ตลาดอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาในช่วงไตรมาสก่อนหน้า

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครในช่วงไตรมาสที่ 3 พ.ศ.2563 ที่ผ่านมาผู้ประกอบการเริ่มกลับมาเปิดตัวโครงการใหม่กันอย่างคึกคัก หลังจากที่ชะลอการเปิดตัวโครงการในช่วงที่ผ่านมาจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ซึ่งพบว่ามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ถึง  18 โครงการ 8,344  ยูนิต ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ  28,401 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสก่อนหน้าถึง 7,138 ยูนิต แต่พบว่าลดลงจากในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 2,715 ยูนิต หรือ 24.6%   และพบว่ากำลังซื้อในประเทศเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

โครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ  43% ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากในช่วงไตรมาสก่อนหน้าถึง 14% และพบว่าในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ถึง 2 ราย สามารถปิดการขาย 100% ของทั้งโครงการหลังจากเปิดการขายเพียงแค่ในช่วงของการพรีเซลล์เท่านั้น ทั้งในพื้นที่ใจกลางเมือง และในทำเลย่านอ่อนนุช รวมถึงอีก 3 โครงการ ของกรมธนารักษ์ ในพื้นที่สุขุมวิทตอนปลาย  ห้วยขวาง และยานนาวา ต่างสามารถปิดการขายได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ซึ่งเมื่อพิจารณาในส่วนของ 2 โครงการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถปิดการขายได้ทั้งโครงการในระยะเวลาอันรวดเร็วพบว่า ทั้ง 2 โครงการมีจุดขายที่ชัดเจนทั้งในเรื่องของทำเลที่ตั้ง รวมถึงราคาขายที่ถือว่าต่ำกว่าราคาขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายอยู่บนทำเลเดียวกันกว่า 20 % ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบการเลือกที่จะนำกลยุทธ์การขายในเรื่องของราคาขายที่น่าสนใจ ที่นักลงทุนยังสามารถทำกำไรได้ รวมถึงผู้ที่ซื้อเพื่อการอยู่อาศัยสามารถเข้าถึงได้ง่าย และตัดสินใจซื้อได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ภัทรชัย ทวีวงศ์
ภัทรชัย ทวีวงศ์

สำหรับอุปทานคงค้างในตลาดโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จยังคงทยอยปิดการขายลงอย่างต่อเนื่องในหลายโครงการ เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายยังคงนำยูนิตที่เหลือขายมาปรับลดราคาลง รวมถึงมีโปรโมชั่นอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการนำมาดึงดูดความสนใจ สามารถปิดการขาย 100% ในหลายโครงการ สำหรับอุปทานเปิดขายใหม่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเพื่อกลับไปสู่จุดสมดุลของตลาด

ในขณะที่การผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังในการกำหนดราคาขายมากขึ้น เนื่องจากหากกำหนดราคาขายที่ค่อนข้างสูงกว่าราคาตลาดอาจส่งผลให้โครงการไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อตามที่คาดการณ์ไว้ แต่หากราคาขายที่เปิดตัวมาต่ำกว่าราคาขายในตลาด รูปแบบโครงการที่น่าสนใจ ทำเลที่ยังที่ดี ยังสามารถกระตุ้นให้กำลังซื้อกลับมามาให้ความสนใจโครงการเป็นจำนวนมาก สวนทางกับภาพรวมตลาดยังคงถือว่าอยู่ในภาวะชะลอตัว”

คาดการณ์ว่าในปีนี้อุปทานเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาจปรับตัวลดลงเหลือเพียงแค่ประมาณไม่เกิน 20,000 ยูนิตเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้และต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีอาจจะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่อีกเพียงแค่ไม่เกิน 10 โครงการ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะยังคงเลือกที่จะเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีออกไป เน้นการพัฒนาโครงการแนวราบทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดยุทธศาสตร์ที่ยังคงมีกำลังซื้อ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรระมัดระวังในการกำหนดราคาขายซึ่งหากเปิดตัวโครงการขายใหม่ราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าราคาตลาดอาจส่งผลให้โครงการไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อเท่าที่ควร แต่หากราคาขายที่เปิดตัวมาต่ำกว่าราคาขายในตลาดเหมือนกับผู้ประกอบการหลายรายที่เลือกใช้กลยุทธ์เรื่องของราคาเข้ามาใช้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา บวกกับรูปแบบทำเลที่น่าสนใจ อาจกระตุ้นให้กำลังซื้อกลับมาให้ความสนใจโครงการและยอดขายอาจเป็นไปตามที่วางไว้

สำหรับในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย คาดการณ์ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะยังคงปรับลดจำนวนโครงการเปิดขายใหม่ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมลง เน้นพัฒนาโครงการแนวราบในพื้นที่หัวเมืองรอง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นอกจากนี่ยังพบว่าผู้ประกอบการบางรายเลือกที่จะเลื่อนการเปิดการขายโครงการใหม่ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้ออกไปเป็นปีหน้า เนื่องจากต้องการเน้นระบายสต็อกที่ยังคงค้างอยู่ในตลาดโดยเฉพาะสต็อกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จที่ยังคงเหลือขายอยู่ในตลาดและมองว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังคงไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่

สำหรับคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2563 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่กรุงเทพฯชั้นนอกมากที่สุด 4,033 หน่วย หรือประมาณ 48% รองลงมาคือพื้นที่รอบเมืองทางทิศตะวันออก (สุขุมวิท)  2,518 ยูนิต หรือประมาณ 30% ตามมาด้วยคือพื้นที่รอบเมืองทางทิศเหนือ (รัชดาฯ, พหลโยธิน) ประมาณ 770 หน่วย หรือประมาณ 9 % และพบว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯเพียงแค่ 1 โครงการเท่านั้น ซึ่งพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดเป็นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สามารถปิดการขายได้ 100% ในช่วงระยะเวลาอันรวดเร็ว

สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี  2563 กว่า 57% หรือประมาณ 4,758 ยูนิตอยู่ในช่วงระดับราคา 50,001 – 100,000 บาทต่อตารางเมตร ตามมาด้วยในช่วงราคา 100,001 – 150,000 บาทต่อตารางเมตร ที่ประมาณ 23% หรือประมาณ 2,797 ยูนิตและช่วงระดับราคา 150,001-200,000 บาทต่อตารางเมตร ที่ประมาณ 7% หรือ 565 ยูนิต

โดยในช่วงที่ผ่านมา พบว่าบางคอนโดมิเนียมบางโครงการที่เปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีบางโครงการอยู่ในช่วงราคาขายเฉลี่ยต่ำกว่า 50,000 บาทต่อตารางเมตรประมาณ 3% ซึ่งทั้ง 3 โครงการเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมธนารักษ์ สำนักงาน ก.พ. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ในการพัฒนาที่พักอาศัยเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่ข้าราชการพลเรือนสามัญได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ในลักษณะอาคารพักอาศัยรวม (คอนโด) 7 ชั้น โดยแต่ละโครงการมี 76 ห้อง พื้นที่ใช้สอย ห้องละประมาณ 40 ตารางเมตร ราคาห้องละ 999,999 บาท

ซึ่งเปิดขายอย่างเป็นทางการเดือนกันยายนที่ผ่านมา และพบว่า ทั้ง 3 โครงการที่เปิดขายในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีผู้สนใจจองมากกว่าจำนวนยูนิตที่เปิดขายทั้ง 3 โครงการในระยะเวลาอันรวดเร็วซึ่งแผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยคาดการณ์ว่า จากแผนของผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์บางรายยังคงมีแผนที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในช่วงราคาขายเฉลี่ยต่ำกว่า 50,000 บาทต่อตารางเมตร ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและในพื้นที่ปริมณฑล เพื่อดึงดูดกำลังซื้อในกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ และกลุ่มนักลงทุนที่เน้นการซื้อเพื่อการปล่อยเช่าในช่วงระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ในภาวะที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว

รวมทั้งปัจจัยลบต่างๆ ที่ส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนของกลุ่มผู้ซื้อและผู้ประกอบการ ทำให้เห็นการปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการกลับมาลงทุนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ในระดับราคาขายเฉลี่ยประมาณ 5 หมื่นบาทต่อตารางเมตรอีกครั้ง หลังจากในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้าเป็นเซ็กเมนต์ที่หายไปจากตลาด

และพบว่าในช่วงระดับราคาดังกล่าวถึงแม้ว่าจะยังคงเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ซื้อและนักลงทุนแต่ก็เป็นช่วงระดับราคาที่มีอัตราการปฏิเสธปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งบางโครงการสูงมากกว่า 30% ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ประกอบการและเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมแผนป้องกันเพื่อให้อัตราการปฏิเสธปล่อยสินเชื่ออยู่ในระดับที่น้อยที่สุด

สำหรับอัตราการขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี  2563 กว่า 57% หรือประมาณ 2,501 ยูนิตอยู่ในช่วงระดับราคา <100,000 บาทต่อตารางเมตร ตามมาด้วยในช่วงราคา 100,001 – 200,000 บาทต่อตารางเมตร ที่ประมาณ 43% หรือสามารถขายได้ประมาณ 1,535 ยูนิต

จากอัตราการขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากพบว่า มีโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่หลายโครงการในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา สามารถปิดการขายได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่ส่วนใหญ่พบว่า ราคาขายเฉลี่ยจะอยู่ในช่วงไม่เกิน100,000 บาทต่อตารางเมตร นอกจากนี่พบว่ากำลังซื้อส่วนใหญ่ยังคงให้ความสนใจกับโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จที่นำมาลดราคา

ซึ่งเนื่องจากราคาที่น่าสนใจและเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จที่ลูกค้าสามารถเห็นห้องจริงที่จะซื้อ รวมถึงมีโปรโมชั่นอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการนำมาดึงดูดความสนใจ ซึ่งถือว่าโปรโมชั่นเหล่านี้สามารถดึงดูดใจให้ผู้ซื้อเกิดความสนใจกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้หลายโครงการที่ก่อสร้างเสร็จสามารถปิดการขายลงได้ 100% ในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา

ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 3 ปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 95,027 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากในช่วงไตรมาสก่อนหน้าถึง 9.6% เนื่องจากโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีระดับราคาขายที่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรและตั้งอยู่ในพื้นที่นอกใจกลางเมืองเป็นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ประกอบการเริ่มกังวลใจกับการกำหนดราคาขายของโครงการใหม่มากขึ้น ในภาวะที่ตลาดยังคงชะลอตัว ไม่กล้าที่จะปรับราคาขายมากเกินไปเนื่องจากกังวลใจว่าอาจจะไมได้รับการตอบรับตามที่คาดการณ์ไว้ จึงส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยของตลาดมากนัก

และพบว่า แทบจะทุกโครงการที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการขายในช่วงที่ผ่าน มีราคาขายเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งส่งผลให้โครงการเหล่านั้นสามารถทำยอดขายได้ค่อนข้างสูงและบางโครงการสร้างปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว

Let's block ads! (Why?)


September 30, 2020 at 09:50AM
https://ift.tt/2EPP1YA

Q3 เริ่มฟื้น "คอลลิเออร์ส" ชี้ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ผ่านจุดต่ำสุดใน Q2/63 - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

ราคาทองวันนี้ 30/9/63 ล่าสุด เปิดตลาดวันพุธ พุ่งขึ้น 200 บาท - ไทยรัฐ

jengkolpasar.blogspot.com

"ราคาทองวันนี้" เปิดตลาดเช้าวันพุธ ราคาปรับขึ้น 200 บาท ส่งผลให้ราคา "ทองคำแท่ง" ขายออกบาทละ 28,400 ราคา "ทองรูปพรรณ" ขายออกบาทละ 28,900


เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 63 สมาคมค้าทองคำรายงานว่า ราคาทองไทยวันนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. โดยราคาทองปรับขึ้น 200 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 28,300 ขายออกบาทละ 28,400 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 27,788.28 ขายออกบาทละ 28,900 บาท.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 30, 2020 at 09:37AM
https://ift.tt/2ScM2w8

ราคาทองวันนี้ 30/9/63 ล่าสุด เปิดตลาดวันพุธ พุ่งขึ้น 200 บาท - ไทยรัฐ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

Monday, September 28, 2020

ปิดตลาด TFEX ช่วงกลางคืน วันที่ 29 ก.ย. 63 สินค้า Mini Gold Futures มีปริมาณการซื้อขายรวมทั้งตลาด 6,101 สัญญา - efinanceThai

jengkolpasar.blogspot.com
ปิดตลาด TFEX ช่วงกลางคืน วันที่ 29 ก.ย. 63 รายละเอียดดังนี้           Gold Futures (สัญญาที่มีการซื้อขายสูงสุด ) สัญญา ปิด เปลี่ยนแปลง ปริมาณการซื้อขาย สถานะคงค้าง GFV20 28,300.00 390.00 75 1,229 ปริมาณการซื้อขายรวมทั้งหมด 107 สัญญา สถานะคงค้างรวมทั้งหมด 1,855 สัญญา           Mini Gold Futures (สัญญาที่มีการซื้อขายสูงสุด ) สัญญา ปิด เปลี่ยนแปลง ปริมาณการซื้อขาย สถานะคงค้าง GF10V20 28,290.00 290.00 4,005 11,945 ปริมาณการซื้อขายรวมทั้งหมด 6,101 สัญญา สถานะคงค้างรวมทั้งหมด 24,011 สัญญา           Brent Crude Oil Futures (สัญญาที่มีการซื้อขายสูงสุด ) สัญญา ปิด เปลี่ยนแปลง ปริมาณการซื้อขาย สถานะคงค้าง - - - - - ปริมาณการซื้อขายรวมทั้งหมด - สัญญา สถานะคงค้างรวมทั้งหมด - สัญญา                     หมายเหตุ : มกราคม(F) กุมภาพันธ์(G) มีนาคม(H) เมษายน(J) พฤษภาคม(K) มิถุนายน(M) กรกฎาคม(N) สิงหาคม(Q) กันยายน(U) ตุลาคม(V) พฤศจิกายน(X) และธันวาคม(Z)                     ตารางสรุปการซื้อขาย TFEX คลิกที่นี่

Let's block ads! (Why?)


September 29, 2020 at 07:18AM
https://ift.tt/30gX6wI

ปิดตลาด TFEX ช่วงกลางคืน วันที่ 29 ก.ย. 63 สินค้า Mini Gold Futures มีปริมาณการซื้อขายรวมทั้งตลาด 6,101 สัญญา - efinanceThai
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

ราคาทองวันนี้ 29/9/63 ล่าสุด เปิดตลาดวันอังคาร พุ่งขึ้นรวดเดียว 450 บาท - ไทยรัฐ

jengkolpasar.blogspot.com

"ราคาทองวันนี้" เปิดตลาดเช้าวันอังคาร ราคาปรับขึ้น 450 บาท ส่งผลให้ราคา "ทองคำแท่ง" ขายออกบาทละ 28,300 ราคา "ทองรูปพรรณ" ขายออกบาทละ 28,800


เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 63 สมาคมค้าทองคำรายงานว่า ราคาทองไทยวันนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. โดยราคาทองปรับขึ้น 450 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 28,200 ขายออกบาทละ 28,300 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 27,697.32 ขายออกบาทละ 28,800 บาท.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 29, 2020 at 09:42AM
https://ift.tt/2S7wQAv

ราคาทองวันนี้ 29/9/63 ล่าสุด เปิดตลาดวันอังคาร พุ่งขึ้นรวดเดียว 450 บาท - ไทยรัฐ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

ทุนท้องถิ่นเปิดแลนด์มาร์ก "ตลาด CEOโคราช" - ประชาชาติธุรกิจ

jengkolpasar.blogspot.com
ทำเลทอง - ทุนท้องถิ่นผุดตลาดใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจบริเวณ ถ.สุระ 2 ช่วงรอยต่อระหว่าง ต.หมื่นไวย และ ต.หนองกระทุ่ม อ.เมืองนครราชสีมา

จับตาตลาดเปิดใหม่ “ตลาด CEO โคราช” ศูนย์รวมแหล่งค้าขายขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 20 กว่าไร่ บนถนนสุระ 2 ทำเลทองแห่งใหม่ที่กำลังจะมีถนน 4 เลนตัดผ่าน เผยแผนการลงทุนเตรียมขยายสาขาสู่หัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้พ่อค้า-แม่ค้า

นายวัฒนชัย สืบศิริบุษย์ ประธานกรรมการ ตลาดนัด CEO โคราช เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้จังหวัดนครราชสีมากำลังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นหลายแห่ง และพื้นที่ซึ่งกำลังถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือ บริเวณถนนสุระ 2 กำลังดำเนินการก่อสร้างถนน 4 เลนตลอดสาย และยังมีจุดตัดผ่านไปยังสถานที่สำคัญของเมืองนครราชสีมาอีกหลายจุด รวมถึงเป็นจุดทางลงของถนนมอเตอร์เวย์ด้วย

นับว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่น่าลงทุนมากสุดของจังหวัดนครราชสีมาในขณะนี้ โดยหนึ่งในนั้นคือแนวคิดการเข้ามาลงทุนเพื่อทำตลาด เพราะที่ผ่านมายังไม่มีตลาดขนาดใหญ่แบบครบวงจร หรือเหมาะแก่การทำมาค้าขายให้เกิดขึ้นในบริเวณนี้เลย จึงเป็นที่มาของการเปิดตลาด CEO โคราชตลาด

และนอกจากจะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ให้กับชุมชนรอบบริเวณแล้ว ยังจะเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับกลุ่มบุคคลหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะพ่อค้า-แม่ค้า จะมีพื้นที่ในการทำมาหากินมากขึ้น มีแหล่งทำมาค้าขาย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ

“สำหรับตลาด CEO โคราช ตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาดใหญ่ 20 กว่าไร่ บริเวณ ถ.สุระ 2 ช่วงรอยต่อระหว่าง ต.หมื่นไวยและ ต.หนองกระทุ่ม อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีทั้งหมด 380 ล็อก พื้นที่จอดรถกว่า 300 คัน ได้ถือฤกษ์ดีเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 เดือน 9 (วันที่ 9 ก.ย. 63) ที่ผ่านมา แล้วจะมีอีกครั้งในช่วงปลายปี

ซึ่งจะมีการจัดงานยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยตลาด CEO โคราช เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เรายังมีแผนที่จะขยายสาขาออกไปอีกทั้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และหัวเมืองหลักในต่างจังหวัด เช่น จ.ขอนแก่น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจพื้นที่เพื่อหาทำเลที่เหมาะสมในการลงทุน”

ด้านนางสุทิน ชาติพุดซา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองกระทุ่มอําเภอเมืองนครราชสีมา กล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารพื้นที่ ต.หนองกระทุ่ม มองว่าตลาดแห่งนี้ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีทุกอย่างครบวงจร ประชาชนในพื้นที่สามารถแวะเวียนมาเลือกซื้อสินค้าสดได้ตั้งแต่ตี 5 โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไกลถึงในตัวเมือง และตนมีความเชื่อมั่นว่า ตลาดนัด CEO แห่งนี้จะสามารถทำให้เกิดความเจริญยิ่งขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

Let's block ads! (Why?)


September 29, 2020 at 10:13AM
https://ift.tt/30iQIoG

ทุนท้องถิ่นเปิดแลนด์มาร์ก "ตลาด CEOโคราช" - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

Sunday, September 27, 2020

โค้งสุดท้ายตลาดนักเตะพรีเมียร์ลีก จับตา 5 ดีลอาจเกิดขึ้น - ไทยรัฐ

jengkolpasar.blogspot.com

ตลาดซื้อ-ขายนักเตะยุโรปช่วงซัมเมอร์ 2020 จะปิดตัวลงในวันที่ 5 ตุลาคมนี้แล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่า 5 ดีลสำคัญที่อาจเกิดขึ้นในโค้งสุดท้ายจะมีใครกันบ้าง

1.จาดอน ซานโช (ลุ้นย้ายจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ถือเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ในการเสริมทัพของ “ปิศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์นี้ สำหรับ จาดอน ซานโช ปีกทีมชาติอังกฤษ วัย 20 ปี ของ “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ ซัดไป 20 ประตู กับอีก 20 แอสซิสต์ในฤดูกาลที่ผ่านมา เชื่อกันว่าทั้งสองทีมกำลังมีการเจรจากันอย่างต่อเนื่องและความเป็นไปได้ของดีลนี้ก็ยังคงเปิดกว้าง แม้ว่าทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังคิดหนักกับการที่จะต้องทุ่มค่าตัวสูงถึง 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,400 ล้านบาท) ตามที่ดอร์ทมุนด์ นั้นต้องการ แต่ก็มีสื่อหลายสำนักที่มองว่าดีลนี้น่าจะได้บทสรุปก่อนวันที่ 5 ต.ค. ต้องมารอดูกันว่าจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่

2.ฮุสเซม อูอาร์ (ลุ้นย้ายจากโอลิมปิก ลียง ไป อาร์เซนอล)

ฮุสเซม อูอาร์ กองกลางดีกรีทีมชาติฝรั่งเศส วัย 22 ปี ของ โอลิมปิก ลียง กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายสำหรับตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้ของ มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล ที่ส่อแววถอดใจในการล่าตัวแข้งเป้าหมายอีกรายอย่าง โธมัส ปาร์เตย์ กองกลางจอมแกร่งของแอตเลติโก มาดริด โดย อูอาร์ สามารถเล่นได้หลากหลายตำแหน่งทั้งกองกลางตัวรับ, กองกลางตัวรุก, มิดฟิลด์ฝั่งซ้าย และ ปีกซ้าย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับ อาร์เตตา ในการปรับเปลี่ยนแผนการเล่นในแต่ละนัด โดยมีรายงานล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ว่า อาร์เซนอล สามารถตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ อูอาร์ ได้แล้ว เหลือเพียงเจรจาเรื่องค่าตัวกับทาง ลียง ให้ได้เท่านั้น โดยเชื่อกันว่า ปืนใหญ่ ยื่นข้อเสนอไปแล้วประมาณ 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,286 ล้านบาท)-40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,470 ล้านบาท) แต่ลียงต้องการสูงถึง 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) ดังนั้นต้องมารอลุ้นกันว่าสุดท้ายแล้ว อาร์เซนอล จะสามารถปิดดีล อูอาร์ ได้หรือไม่ก่อนที่ตลาดนักเตะจะปิดตัวลง

3.ริอาน บรูว์สเตอร์ (ลุ้นย้ายจากลิเวอร์พูล ไป คริสตัล พาเลซ, แอสตัน วิลลา, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด)

สำหรับ บรูว์สเตอร์ กองหน้าวัย 20 ปี ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงที่ถูกทีมลิเวอร์พูลปล่อยให้ "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ ยืมตัวไปใช้งานในฤดูกาลที่ผ่านมา ซัดไป 10 ประตู จากการลงเล่น 20 นัด ในลีก เดอะ แชมเปียนชิพ อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากมากที่เจ้าตัวจะสอดแทรกแย่งตำแหน่งตัวจริงภายในทีมหงส์แดงได้ เนื่องจาก เยอร์เกน คลอปป์ มีตัวหลักในแนวรุกอย่าง โรแบร์โต เฟอร์มิโน, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต เฟอร์มิโน ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ทำให้มีข่าวว่าเจ้าตัวน่าจะย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยมีหลายสโมสรที่ให้ความสนใจรวมถึง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลลา และ คริสตัล พาเลซ ขณะที่หงส์แดงก็พร้อมปล่อยเช่นกันถ้าได้ค่าตัว 20 ล้านปอนด์ แต่ดูเหมือนว่าตัวนักเตะต้องการย้ายไปร่วมทีมคริสตัล พาเลซ มากที่สุด คงต้องติดตามกันต่อไปว่าการย้ายทีมของ บรูว์สเตอร์ จะเกิดขึ้นหรือไม่ และเป็นทีมไหน เพราะเชื่อกันว่าการที่ หงส์แดง ต้องการใส่เงื่อนไขซื้อกลับเอาไว้ด้วย ทำให้หลายทีมต้องคิดหนัก

4.ดีแคลน ไรซ์ (ลุ้นย้ายจากเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไป เชลซี)

ถือเป็นนักเตะตัวรับฝีเท้าดีอีกคนของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ สำหรับ ดีแคลน ไรซ์ กองกลางของเวสต์แฮม ที่สามารถถอยลงไปเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กได้เช่นกัน โดยมีกระแสข่าวว่า เชลซี สามารถตกลงเงื่อนส่วนตัว 5 ปี กับนักเตะได้แล้ว เหลือเพียงตกลงเรื่องค่าตัวกับ เวสต์แฮม ให้ได้เท่านั้น โดยทีมขุนค้อนตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,224 ล้านบาท) และเคยปฏิเสธข้อเสนอ 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) บวกเงื่อนไขเพิ่มเติมจากเชลซีมาแล้วอีกด้วย ต้องมารอดูกันว่า เชลซี จะสามารถปิดดีลแข้งเป้าหมายรายนี้ได้สมใจ แฟรงค์ แลมพาร์ด หรือไม่ หลังใช้เงินไปแล้วกว่า 250 ล้านปอนด์ (ประมาณ 10,000 ล้านบาท) ในการคว้าตัว  ไค ฮาเวิร์ตซ์ กองกลางจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซน , ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าจากแอร์เบ ไลป์ซิก, เบน ชิลเวลล์ แบ้กซ้ายจากเลสเตอร์ ซิตี้, ฮาคิม ซิเยค ตัวรุกจากอาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม และล่าสุด เอดูอาร์ เมนดี ผู้รักษาประตูจากแรนส์

5.รูเบน ดิอาส (จ่อย้ายจาก เบนฟิกา ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงเดินหน้าตามล่ากองหลังเข้ามาเสริมทัพเพิ่มเติมในช่วงซัมเมอร์นี้ ล่าสุดเตรียมจะปิดดีลคว้าตัว รูเบน ดิอาส กองหลังวัย 23 ปี ของ เบนฟิกา สโมสรดังในลีกสูงสุดของโปรตุเกส มาร่วมทัพเต็มที คาดค่าตัวเบื้องต้นอยู่ที่ 62 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,499 ล้านบาท) และดีลนี้น่าจะเรียบร้อยในอีกไม่ช้า เพราะเหลือแค่รอให้ แมนฯ ซิตี้ ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับนักเตะให้ได้ และต่อด้วยการตรวจร่างกาย การย้ายทีมก็จะสมบูรณ์ ขณะที่ นิโกลัส โอตาเมนดี กองหลังชาวอาร์เจนตินา ก็จะย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สวนทางไปอยู่กับ เบนฟิกา ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 604 ล้านบาท)

ผู้เขียน: PUNABBEY

กราฟิก: Supassara Taiyansuwan

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 28, 2020 at 07:15AM
https://ift.tt/3mSWSG1

โค้งสุดท้ายตลาดนักเตะพรีเมียร์ลีก จับตา 5 ดีลอาจเกิดขึ้น - ไทยรัฐ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่า 31.61 บาทต่อดอลลาร์ - ประชาชาติธุรกิจ

jengkolpasar.blogspot.com
เงินบาท-ดอลลาร์สหรัฐ

เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าเล็กน้อย 31.61 บาทต่อดอลลาร์ ชี้ตลาดจับตาประเด็นการเมืองสหรัฐฯ กดดันเปิดรับความเสี่ยง ลดถือเงินดอลลาร์ มองกรอบวันนี้ระดับ 31.50-31.70บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 31.61 บาทต่อดอลลาร์ แนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์

ส่วนสัปดาห์นี้ ตลาดจะจับตาประเด็นการเมืองสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการโต้วาทีครั้งแรกของสองผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในช่วงคืนวันอังคารถึงเช้าตรู่วันพุธ พร้อมกันนี้ตลาดจะยังคงรอความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่จากสภาคองเกรส

โดยตลาดอาจกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หากปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของสหรัฐฯมากขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย อาทิ เงินดอลลาร์ ลดลง

อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังมีแรงหนุนจากปัจจัยเสี่ยงที่ยังกดดันบรรยากาศการลงทุนอยู่ อาทิ ปัญหาการระบาดของ covid-19 ในยุโรปที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การเจรจา Brexit ที่ยังไร้ความชัดเจน รวมถึง ภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มชะลอ หลังหลายประเทศเจอการระบาดที่รุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารมองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ที่31.35-31.75 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ อยู่ที่ระดับ 31.50-31.70บาทต่อดอลลาร์

Let's block ads! (Why?)


September 28, 2020 at 08:04AM
https://ift.tt/3i5jdwp

เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่า 31.61 บาทต่อดอลลาร์ - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

ตลาดสี่มุมเมือง อัดฉีด 4.5 พันล้าน บูมธุรกิจยุคใหม่ - กรุงเทพธุรกิจ

jengkolpasar.blogspot.com

28 กันยายน 2563 | โดย สรัญญา จันทร์สว่าง

61

ดึงเทคโนโลยีเสริมแกร่งอีโคซิสเต็ม "เทรดดิชั่นนอลมาร์เก็ต" รับโลกการค้าเปลี่ยน ปูทางเติบโตยั่งยืน

ท่ามกลางการขยายตัวและเติบโตของบรรดา โมเดิร์นเทรด (Modern Trade)  โดยเฉพาะเครือข่ายไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมทั้งการซื้อขายออนไลน์ที่ได้รับความนิยมพุ่งพรวดในห้วงโควิดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันและจะยังคงเป็นช่องทางหลักของผู้บริโภคยุคใหม่ที่คุ้นชินกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ “ดิสรัป เทรดดิชันนอลเทรด (Traditional Trade)  หรือ การค้าขายแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะตลาดสดค้าปลีกค้าส่ง ตลาดกลางสินค้าต่างๆ ที่มีคำถามผุดขึ้นตลอดเวลาถึงโอกาสแห่งความอยู่รอด!

การเปลี่ยนแปลงมาเร็วขึ้นทุกอย่าง จะอยู่รอดหรือโอกาสในการเติบโต อยู่ที่เราปรับตัวได้ทันหรือไม่ ในความเป็นเทรดดิชันนอลเทรด ก็ต้องไม่หลุดกระแสโมเดิร์นเทรด และออนไลน์ เพราะจะทำให้ปรับตัวไม่ทัน” 

เจนเนอเรชันที่ 2 แห่งตลาดสี่มุมเมือง ปณาลี ภัทรประสิทธิ์  นั่งกุมบังเหียนในฐานะ “ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ”  สะท้อนภาวะตลาดดั้งเดิม ซึ่งหมายรวมถึง ตลาดสี่มุมเมือง บนเส้นทางกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ว่า เหมือนโดนเฉือนมาทีละนิด!  ยิ่งต้องมาเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิดเป็นปัจจัยเร่งการเปลี่ยนแแปลงเร็วขึ้น 

นอกจากนี้ การขยายเครือข่ายสาขาของร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีการแตกแขนงรูปแบบธุรกิจออกไปหลากหลาย แม้กระทั่ง ร้านสะดวกซื้อ วันนี้ มีทั้งผัก ผลไม้ วางขายเป็นทางเลือกใกล้บ้านสำหรับผู้บริโภค กระทบ พ่อค้า แม่ค้า ตลาดนัด ตลาดสด ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของตลาดสี่มุมเมือง 

ขณะเดียวกัน ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เป็นห้วงแห่งการเปลี่ยนผ่านของโลกเทคโนโลยี พร้อมๆ กับรูปแบบการค้าขายถูกพัฒนาไปตามบริบทของเครื่องมือที่ทันสมัย แนวคิดของพ่อค้าแม่ค้ายุคใหม่ปรับตามเทรนด์มากขึ้น ต้องการความสะดวกเอื้อต่อการยกระดับกิจการ และเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ราคาคุ้มค่า และบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตนิวนอร์มอล 

เป็นโจทย์สำคัญทำให้ตลาดสี่มุมเมืองตัดสินใจใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในรอบ 4 ทศวรรษ มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ลงทุนพลิกโฉม ยกระดับธุรกิจ เทรดดิชั่นนอลมาร์เก็ตแห่งนี้ที่เชื่อว่า ยังมีศักยภาพในการเติบโตสวนทางคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม! ภายใต้วิชั่นและเป้าหมายกรุยทางสู่ เบอร์1แห่งเอเชีย! 

ในฐานะผู้นำตลาด! ตลาดสี่มุมเมืองมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจโดยนำเทคโนโลยีมายกระดับอุตสาหกรรม นำพาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องบนซัพพลายเชน หรืออีโคซิสเต็ม ก้าวสู่ NEW ERA ไปด้วยกัน

การพลิกโฉมตลาดสี่มุมเมืองยุคใหม่ เริ่มจากการซื้อที่ดินเพิ่ม 143 ไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่รวม 320 ไร่ รองรับความเป็น "ศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้ครบถ้วน ราคายุติธรรม เปิดตลอด 24 ชั่วโมง"  และ วันสต็อปเซอร์วิส” มีพื้นที่การค้ากว่า 4,000 แผงค้า แต่ละวันมีปริมาณซื้อขายผักผลไม้ 8,000 ตันต่อวัน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี รองรับผู้ซื้อกว่า 10,000 รายต่อวัน มีจำนวนผู้ขาย 3,500 รายต่อวัน  จำหน่ายผักผลไม้และของสดกว่า 1,300 ชนิด ครบทุกความต้องการของผู้ซื้อ

ตลาดสี่มุมเมืองยุคใหม่วางโซนจำหน่ายชัดเจนไม่เพียงความสะดวกของผู้ค้าและลูกค้า ยังทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น การจำหน่ายไม่ทับซ้อนกัน ทุกคนก็อยู่ได้ โดยแบ่งเป็น 2 โซนหลัก เริ่มจาก "ตลาดผักยุคใหม่" พื้นที่ 143 ไร่ เป็นตลาดค้าส่งผักที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ถูกปรับปรุงให้มีความทันสมัย โดยขยายพื้นที่การค้าเพิ่มอีก 30% รองรับดีมานด์ด้วย 9 ตลาด ได้แก่ อาคารรถผัก ตลาดผักปรุงรส ตลาดผักทั่วไป ตลาดผักพื้นบ้าน/คัดบรรจุ ตลาดพืชไร่ ตลาดหอม-กระเทียม-พริกแห้ง ตลาดสด รวมถึงตลาดผักต่างประเทศ และ ตลาดปลาร้าของดอง นอกจากนี้ มีโซนห้องเย็นให้บริการอีกด้วย

โซนที่ 2 “ตลาดผลไม้ยุคใหม่” พื้นที่ 113 ไร่  เตรียมเปิดตัวปลายปี 2563 เพิ่มพื้นที่การค้าอีก 45%พร้อมเชื่อมตัวอาคารตลาดผลไม้กว่า 7 ตลาดให้เสมือนอยู่ภายในอาคารเดียวกันบนพื้นที่ 50,000 ตร.ม. มีการใช้รถไฮโดรลิคประเภทต่างๆ เพื่อขนถ่ายสินค้า มีไฮไลท์ ตลาดมะม่วง! ใหญ่สุดในไทย และตลาดผลไม้ต่างประเทศ ที่มีห้องเย็นขนาดใหญ่ภายในแผงค้ารองรับการบริโภคผลไม้ต่างประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ตลาดสี่มุมเมือง มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ อาคารรถผัก ขนาดใหญ่แตกต่างจากคู่แข่งตลาดค้าส่งอื่น โดยในทุกวันจะมีเกษตรกรนำผักชนิดต่างๆ จากแหล่งผลิตมาจอดขายจากท้ายรถให้กับผู้ซื้อโดยตรงกว่า 1,500 คัน เกษตรกรสามารถเลือกวันมาขายได้ตามผลผลิตที่มี เป็นการลดต้นทุน ไม่ต้องเช่าแผงค้าประจำ เพียงเสียค่าธรรมเนียมเมื่อขับรถเข้ามาขายเท่านั้น 

นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดสี่มุมเมืองที่มีความยูนีค! ทั้งขนาดความใหญ่ของพื้นที่ การเป็นฮับผักใหญ่สุดอาเซียน ประการสำคัญ ทำเล” หัวใจของธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ หน้าด่านสำหรับการเข้าถึงของผู้ค้าและลูกค้า ที่กว่า  60% ของการบริโภคผักผลไม้อยู่ในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี ฐานกำลังซื้อใหญ่

อย่างไรก็ดี สำหรับคลื่นดิสรัปมีอยู่รอบทิศทางโดยเฉพาะช้อปออนไลน์ ปณาลี มองว่าไม่กระทบตลาดค้าปลีกค้าส่งแบบดั้งเดิม และตลาดสี่มุมเมืองมากนัก เพราะลูกค้าซื้อขายเป็นคันรถระดับ หมื่น-แสนบาท” ที่สำคัญต้องการสัมผัสและคัดสรรความสดเป็นหัวใจสำคัญในการส่งต่อ!  ดิสรัปชันจึงไม่รุนแรงและเร็วเท่าบีทูซี (Business to Consumer) 

ดังนั้น การเตรียมพร้อมทางด้าน เทคโนโลยี” จะนำมาประยุกต์ต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์ตลาดค้าปลีกค้าส่งผักผลไม้ ฮับ แห่งเอเชียอย่างต่อเนื่อง นอกจากยกระดับมาตรฐานทางด้านสินค้า บริการ ราคา สร้างความสะดวกในการเข้าถึงลูกค้าด้วยแพลตฟอร์มต่างๆ ก่อนหน้านี้ได้มีการพัฒนาโปรเจครถเร่ และดีลิเวอรี สี่มุมเมืองช่วยช้อป ที่มีการใส่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าและบริการ รวมทั้งการเข้าถึงลูกค้า 

ระหว่างนี้กำลังศึกษาเชิงลึกในแพลตฟอร์ม “อี-มาร์เก็ต” ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการขยายตลาดสินค้าและบริการระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง! โดยเน้นการขายบีทูบี (Business to Business)

ตลาดสี่มุมเมือง มีสถานะไม่ต่างจาก เมือง ที่มีผู้คนเข้ามาใช้ชีวิตหมุนเวียนกว่า 55,000 ต่อวัน เป็นแหล่งสร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นสถานที่ให้เกษตรกรจากทั่วประเทศ เข้ามาขายสินค้าได้โดยตรงให้ ผู้ซื้อ” ได้สินค้าสดใหม่ทุกวัน!

นับเป็นภารกิจและความท้าทายของทายาทผู้บริหารตลาดขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคจะล้างกับดักความคิดสินค้าเทรดดิชั่นนอลเทรดไม่สดใหม่เท่าโมเดิร์นเทรดทั้งที่เทรดดิชั่นนอลมาร์เก็ตนี้มีบทบาทเป็น ต้นน้ำ ให้ซื้อตรงเกษตรกรต้นทาง ความเชื่อมั่่นที่มีต่อ จุดแข็ง ความสดใหม่ของตลาด! เป็นสะพานทอดสู่โอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืน 

  

Let's block ads! (Why?)


September 28, 2020 at 07:25AM
https://ift.tt/3n7jORY

ตลาดสี่มุมเมือง อัดฉีด 4.5 พันล้าน บูมธุรกิจยุคใหม่ - กรุงเทพธุรกิจ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

ตลท.จับมือสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ร่วม “JOB EXPO THAILAND 2020” - ผู้จัดการออนไลน์

jengkolpasar.blogspot.com


ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ร่วม “JOB EXPO THAILAND 2020” เปิดโอกาสผู้สนใจก้าวสู่โอกาสการทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน นิสิตนักศึกษาจบใหม่และผู้สนใจพบกันที่บูธตลาดหลักทรัพย์ฯ และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (บูธ 451) 26-28 กันยายน 2563 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสร้างสรรค์ให้ตลาดทุนเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ออกบูธในงาน “JOB EXPO THAIALAND 2020” 26-28 กันยายนนี้ เป็นศูนย์รวมสำหรับผู้สนใจก้าวสู่เส้นทางการทำงานในตลาดทุนไทย ให้สามารถเข้าถึงโอกาสการทำงานทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ บลจ. บริษัทจดทะเบียน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาการว่างงานและสร้างรายได้แก่ประชาชน ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Young Financial Star Competition โครงการมอบทุนการศึกษา SET Scholarship และโครงการรับนักศึกษาฝึกงาน SET Internship เป็นต้น

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชน โดยภาคตลาดทุนมีความต้องการบุคลากรที่มีความสนใจเข้าสู่เส้นทางอาชีพสายตลาดทุนจำนวนมาก และต้องการช่วยลดปัญหาการว่างงานซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจประเทศที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ มองว่าภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาชน และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการเติบโตไปพร้อมกัน

นิสิตนักศึกษาจบใหม่และผู้สนใจ พบกันที่บูธตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (บูธ 451) ในงาน “JOB EXPO THAILAND 2020” 26-28 กันยายน 2563 เวลา 10.00-20.00 น. ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

Let's block ads! (Why?)


September 28, 2020 at 12:02AM
https://ift.tt/30un68f

ตลท.จับมือสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ร่วม “JOB EXPO THAILAND 2020” - ผู้จัดการออนไลน์
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

Saturday, September 26, 2020

มรสุมแบรนด์ไทยยุคนิวนอร์มอลปรับการตลาดตอบโจทย์-สร้างยอดขายทันที - ไทยโพสต์

jengkolpasar.blogspot.com

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

หากเป็นสถานการณ์ปกติ การเข้าสู่ไตรมาสมาสสุดท้ายของปีนับเป็นนาทีทองของผู้ประกอบการเพื่อสร้างยอดขาย เป็นไฮซีซั่นจะสร้างเม็ดเงินทางธุรกิจ แต่จากการแพร่ะระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในยามนี้ผู้ประกอบการคงต้องมีวัคซีนการตลาด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจตัวเอง ท่ามกลางภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจากเดิม 

ปรับส่วนผสมทางการตลาดให้ลงตัว 

          นายวีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดดิจิทัล บริษัท อีมิแน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด เปิดเผยว่า หลายฝ่ายได้คาดการณ์สถานการณ์โควิด-19 จะยังคงอยู่อีกนาน แม้ว่าภาคเศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัวดี แต่ในขณะเดียวกันนักการตลาดก็ยังต้องหาแผนดำเนินงานให้ธุรกิจได้เดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะกลยุทธ์การตลาด 4P หรือส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix) ที่ยังคงมีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจในยุคนี้ เพียงแต่อาจจะต้องปรับให้สอดคล้องกับยุคนิวนอร์มอลได้มากที่สุด  

              สำหรับอย่างแรกเลยคงเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ (Product) โดยแบรนด์หรือผู้ประกอบการต้องกลับมาดูว่าคุณค่าของสินค้าตอบโจทย์ได้จริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่ในอุตสาหกรรมเองก็ตาม กลับมาดูว่าแบรนด์ตัวเองคุณค่าคืออะไร เพราะผู้บริโภคจะซื้อสินค้าที่เป็นแบรนด์น้อยลง การเปลี่ยนแบรนด์จะเกิดขึ้นได้ง่าย หากไม่ได้มีแวลูหรือคุณค่ากับผู้บริโภคจริงๆ เช่น ตอนนี้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามมัยที่มียี่ห้อ 

              ทั้งนี้ คุณค่าในที่นี้จะหมายถึงการที่ลูกค้าอาจจะไม่เคยซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ มาก่อน แต่มองว่ามันมีคุณค่าด้านไหนด้านหนึ่งกับตัวเองก็อยากซื้อกันมากขึ้น อาทิ สเปรย์ฉีดหน้ากากอนามัย ที่สามารถลดแบคทีเรีย ไม่เป็นสิว จะเห็นได้ว่าเดิมทีผู้บริโภคแทบไม่เคยคุ้นคุยกับสินค้าประเภทนี้ แต่กลับสนใจที่จะซื้อกันมากขึ้น และนั่นเป็นเหตุผลว่าแบรนด์ต้องกลับมาดูว่าขายอะไรให้กับลูกค้า มีคุณค่าและตอบโจทย์มากแค่ไหน   

              ส่วนข้อต่อมาจะเป็นราคา (Price) จะมีบทบาทค่อนข้างมากในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี แต่ในยุคนี้ต้องบอกว่าราคาต้องถูกตั้งมาแบบสมเหตุสมผล แพงก็ขายได้แต่ต้องสมเหตุสมผล อยากขายแพงแต่ต่างจากสินค้าอื่นอย่างไร ? ขณะเดียวกันยังควรมีทางเลือกในการชำระเงินที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมก็จะดีมาก เมื่อยามเศรษฐกิจไม่ดี สถานการณ์ด้านการเงินของผู้บริโภคอยู่ในภาวะชะลอตัว ก็อาจจะต้องมีทางเลือกที่ผ่อนปรนกันมากขึ้น อาทิ มีการผ่อนชำระ 0% ตามระยะเวลาที่กำหนด และอื่นๆ  

              ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) ก็ต้องยอมรับว่าโควิด-19 ทำให้การเกิดของออมนิชาแนลมีภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนหน้าผู้ประกอบการอาจจะมองว่ายังไม่ถึงเวลา เดี๋ยวค่อยทำก็ได้ แต่พอมีการแพร่ระบาดและต้องล็อกดาวน์ก็กลายเป็นภาคบังคับ แม้ว่าช่วงที่สถานการณ์หลายอย่างจะผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้ออฟไลน์จะมีบทบาทอีกครั้ง แต่นิวนอร์มอลได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปแล้ว แน่นอนว่านักการตลาดต้องมองเรื่องของออนไลน์และออฟไลน์คู่ไปด้วยกัน คนทำตลาดต้องมองสองอย่างคู่กัน 

              ขณะที่การส่งเสริมการขาย (Promotion) จะเป็นการส่งเสริมการตลาดรูปแบบใหม่ที่เน้ออนไลน์มากขึ้น การเติบโตของสื่อจะเปลี่ยนเป็นสื่อดิจิทัลมากกว่า 50% การทำการตลาดในรูปแบบสื่อทีวี สิ่งพิมพ์ วิทยุ  จะน้อยลง การทำโปรโมชั่นจะน้อยลง โดยจะมาพิจารณาว่าลูกค้าอยู่ที่ไหน อย่างช่วงการแพร่ระบาดหนักจะเห็นได้ว่าการเสพสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ชีวิตอยู่บนออนไลน์ จะสังเกตได้ว่าค่าโฆษณาเฟสบุ๊คจะเพิ่มขึ้น ทุกแบรนด์อยู่บนออนไลน์  ทุกคนกระโดดไปเฟสบุ๊คหมด ก็ต้องหาแพลตฟอร์มใหม่เข้ามาเพิ่ม อย่าง Tik Tok ที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่อยู่ในแพลตฟอร์มดังกล่าวจำนวนมาก ก็ต้องมาดูว่ากลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นใคร   

กำลังซื้อถอดถอยเลือกจ่ายเมื่อมีเงิน 

              นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการคณะทำงานสัมมนา เผยแพร่ จัดการองค์ความรู้ และสื่อสารสาธารณะ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากปัจจัยลบหลายอย่างที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา ได้กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในบางกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากการแพร่ระบาด-19 ได้ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดกิจการ บางแห่งยังคงต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการบริหารด้านการเงิน หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นและลากลาว จะทำให้กลุ่มดังกล่าวมีโอกาสที่จะเสี่ยงตกงานสูง ย่อมมีผลต่อกำลังซื้อที่เบาบางลง การใช้จ่ายเงินแต่ละครั้งจะน้อยลง แต่มีความถี่มากขึ้น หรือเลือกจะไปจับจ่ายเมื่อมีเงิน จ่ายน้อยแต่จ่ายถี่ เมื่อจ่ายเงินน้อยลง ร้านค้าก็จะขายของได้ยากขึ้น ทำให้ยอดขายของพ่อค้าแม่ค้ากระทบตามไปด้วย  

              สำหรับมาตรการของภาครัฐมองว่าในแง่ของการเอาเงินไปใส่เพื่อกระตุ้นค่อนข้างจำเป็น แต่การให้ควรคิดเพิ่มขึ้น เพราะความจำเป็นของประชาชนแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน อย่างเช่น สมาชิกของคนในครอบครัวไม่เท่ากัน ความสามารถในการเยียวยาจึงต้องต่างกัน แต่ในระยะสั้นอาจจะต้องเร่งนำเงินใส่เข้าไปก่อน ขณะเดียวกันการที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ต้องคิดและวางแผนให้มากขึ้น อาจจะต้องจัดตั้งศูนย์จ่ายเงิน หรือคัดกรองบุคคลที่ต้องการและความจำเป็นให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ เพราะตอนนี้ไม่มีทางอื่นที่ทำได้ ส่งออกอาจจะดีแค่บางตัว นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางมาได้ แต่การให้เปล่าแบบนี้ เงินลงไปแล้วหายหรือเปล่า อาจจะมีแนวทางด้านอื่นที่มาคู่กับการจ้างงานมากขึ้นเหมือนในบางประเทศ ซึ่งอดีตมีการสร้างโปรแกรมการจ้างงานระดับประเทศ โดยเป็นการจ้างงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริงๆ แทนที่จะใช้เงินลงไปเลยเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถจ้างงานคนเหล่านั้นมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมหากเศรษฐกิจดีขึ้นในอาคต   

              นายเกียรติอนันต์  ยังกล่าวอีกว่า สภาพคล่องถ้าจะให้ปลอดภัยต้องมีอย่างน้อย 60 วัน แต่ตอนนี้เอสเอ็มอีจะมีสภาพคล่องสักสิบวันยังค่อนข้างยาก พอสภาพคล่องไม่ถึง ก็จะเข้าสู่กระบวนการ 3 Lows ไม่ว่าจะเป็นโลว์คอส ทำให้ต้นทุนต่ำสุด ต่อมาเป็นโลว์เอ็มพลอยเม้นท์ เพราะต้นทุนการจ้างคนคิดเป็น 60-70 % โดยผู้ประกอบการเลือกที่จะจ้างคนชั่วคราว อย่างโรงแรมพอมีแขกก็จะจ้างพนักงานเข้ามาเป็นครั้งคราว และสุดท้ายคือโลว์ริสก์ จะเริ่มกระจายธุรกิจให้มีความเสี่ยงน้อย หรือโรงแรมบางแห่งอาจจะต้องปรับตัวเป็นอพาร์ทเม้นมากขึ้น พอธุรกิจเคยโฟกัสแค่กลุ่มเดียวกับสินค้าไม่กี่อย่าง ทำให้ลูกจ้างจะเป็นอีกแบบหรือเป็น multitask worker แทน กลุ่มอายุมากและเด็กจบใหม่ที่มีความพร้อมไม่สูง ก็จะตกงานกันมากขึ้น  

แบรนด์เลือกสื่อที่เห็นยอดขายทันที 

          นายภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด กล่าวว่าเสริมว่า ในปีนี้คาดการณ์ว่าภาพรวมเม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาติดลบ 20% แน่นอน แม้เดิมทีคาดการณ์ว่าออนไลน์จะโต แต่จะเห็นว่ามีอัตราการเติบโตที่ไม่มากนัก และสื่อที่โดนกระทบอย่างหนักจะเป็นสื่อนอกบ้าน ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องและทีวียังคงลดลงต่อเนื่อง  

              สำหรับการปรับตัวในยุคนิวนอร์มอล สิ่งที่นักการตลาดและนักโฆษณาเลือกทำคือการลดต้นทุน หรือทำยังไงให้ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับกำไร อะไรไม่จำเป็นตัดออก เมื่อการเพิ่มรายได้ทำได้ยาก แต่ขณะเดียวกันการลดต้นทุนอาจไม่ใช่เพียงแค่การลดคนเท่านั้น แต่หากยังมีอีกหลายมุมที่สามารถถลดต้นทุนได้ ไม่ว่าจะเป็น การลดขนาดพื้นที่ออฟฟิศ ลดเวลาทำงาน ลดการจ่ายค่าแรงลง บางบริษัทลดวันงานของพนักงานและค่าแรง เนื่องจากงานน้อยลง บางบริษัทเอาคนออก ก็เป็นหนึ่งในมาตรการ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเจอและต้องปรับตัวกัน  

              ส่วนกลุ่มที่มองว่าจะเริ่มกลับมาใช้เม็ดเงินในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้คงเป็นธุรกิจรถยนต์ จากเดิมในช่วงที่ผ่านมาชะลอการใช้จ่าย แต่ในช่วงปลายปีจะมีรถยนต์รุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น  รวมถึงธุรกิจอีมาร์เก็ตเพลสก็จะมีการใช้เงินมากกว่าเดิม ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ แน่นอนว่าเป็นกลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน แม้ว่าจะเริ่มมีการบินในประเทศบ้างแล้วแต่ในปริมาณที่น้อยมาก ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมดมีผลกระทบ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์แนวสูง แต่ไม่คิดว่าจะซึมเสียเทียว เนื่องจากซัพพลายมีค่อนข้างเยอะ แต่ดีมานด์ไม่มี ผู้ประกอบการต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้เงินอยู่ แต่แนวราบได้รับผลประโยชน์บ้าง  

              นายภวัต กล่าวปิดท้ายอีกว่า ผู้ประกอบการหรือแบรนด์สินค้าต่างก็พากันปรับตัวให้สอดรับกับเศรษฐกิจ เมื่อเงินในกระเป๋าน้อยลงจะเลือกพิถีพิถัน เลือกสื่อที่ตอบโจทย์ได้เลยทันทีและมากที่สุด เดิมทีจะเน้นการสร้าแบรนด์และกระตุ้นยอดขาย แต่ตอนนี้เงินทำโฆษณามีน้อยลง กำลังซื้อคนก็น้อย จะให้ความสำคัญกับสื่อที่มีผลลัพธ์และเห็นยอดขายทันที อาทิ โฮมช้อปปิ้ง  นอกจากนี้ พฤติรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนอย่างเร่งด่วน การโฆษณาก็ต้องปรับเปลี่ยนไป อย่างกลุ่มรถยนต์เดิมลงโฆษณาสร้างการรับรู้ของแบรนด์ ภาพสวย เน้นบอกรายละเอียดของรุ่น แต่ปัจุบันให้ข้อมูลทุกอย่างในช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น virtual showroom ผสมกับการให้น้ำหนักการดีล จะเห็นได้ว่ามีโปรโมชั่นร้อนแรง จากเดิมภาพจะเน้นสวยหรูเอาไว้ก่อน ตอนนี้เน้นที่การพูดกันตรงๆ ไปยังกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 

Let's block ads! (Why?)


September 27, 2020 at 11:04AM
https://ift.tt/3i94T5X

มรสุมแบรนด์ไทยยุคนิวนอร์มอลปรับการตลาดตอบโจทย์-สร้างยอดขายทันที - ไทยโพสต์
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

Friday, September 25, 2020

NRF ลงทุนอนาคต ขยายพอร์ตอาหารแปรรูปเจาะตลาดโลก - โพสต์ทูเดย์

jengkolpasar.blogspot.com

NRF ลงทุนอนาคต ขยายพอร์ตอาหารแปรรูปเจาะตลาดโลก

วันที่ 26 ก.ย. 2563 เวลา 12:36 น.

เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ เปิดช่วงราคาขายหุ้น IPO ที่ 4.00-4.60 บาทต่อหุ้น นักลงทุนรายย่อยจองซื้อ 28-30 ก.ย. นี้ วางเป้าธุรกิจรายแรกในไทย สู่ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตรายแรกของไทยที่เตรียมความพร้อมด้านการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านอาหารเพื่อรองรับการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตอาหารในระดับสากล จากความพร้อมด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี

ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศ ที่มีมาตรฐานในกระบวนการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food) โดยกระจายเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 25 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น

ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืช โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,000 SKUs และกว่า 500 สูตรอาหาร ใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ 1. กลุ่ม Ethnic Food (OEM / Private Label และ NRF Brands) แบ่งเป็น 1.1 ผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM / Private Label) ประกอบด้วย เครื่องประกอบอาหารและเครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และเครื่องดื่มชนิดผงพร้อมชงและพร้อมดื่ม รวมถึงอาหารอุ่นไมโครเวฟ

และ 1.2 ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง ภายใต้แบรนด์ พ่อขวัญ เครื่องปรุงอาหารที่เน้นรสชาติแบบเอเชีย แบรนด์ Lee Brand อาหารสำเร็จรูป ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมนำเข้าเตาไมโครเวฟและรับประทานได้ทันที เช่น ข้าวราดแกง ผัดไท แบรนด์ Thai Delight เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ Shanggie เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ แบรนด์ DeDe และเครื่องปรุงรสอาหารและพริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยว แบรนด์ Sabzu

2. กลุ่ม Plant-Based Food ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช โดยนำโปรตีนจากพืชมาผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและมังสวิรัติ ปรุงแต่งรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียม คัดสรรคุณภาพดี และใส่ใจต่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค เช่น เนื้อเทียมจากขนุนและมะเขือม่วง เส้นชิราตากิหรือเส้นบุกในรสชาติต่าง ๆ

และ 3. กลุ่ม Functional Products ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shapes) เช่น ผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้งานง่าย และในอนาคตบริษัทฯ อยู่ระหว่างขยายผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย

ล่าสุด บริษัทฯ แต่งตั้งธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 4 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ของ NRF ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) พร้อมวางแผนเปิดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 4.00-4.60 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อวันที่ 28-30 ก.ย. 63 พร้อมสำรวจความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบัน (Book Building) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) ส่วนนักลงทุนสถาบันจองซื้อวันที่ 1-2 และ 5 ต.ค. 63 โดยวางเป้าหมายเป็นบริษัทแรกของไทยที่มุ่งสู่ Plant-Based Food เพื่อเป็นผู้นำอุตสาหกรรมผลิตอาหารระดับสากล

ทั้งนี้บริษัท จะนำเงินจากการระดมทุนส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมด ช่วยลดภาระดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่องทางการเงิน และรองรับการลงทุนโครงการในอนาคต ประกอบด้วย

1. ลงทุนใน บริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด โดยมีแผนเข้าซื้อหุ้นที่เหลืออีกร้อยละ 85 ภายในปี 2563 จากที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนในหุ้นสามัญสัดส่วนร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เพื่อขยายกำลังการผลิตและฐานการผลิตในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกลุ่ม Ethnic Food

ทั้งนี้ ซิตี้ฟู้ด เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออก เครื่องปรุงรสภายใต้ตราสินค้า "คลาสสิคไทย" และน้ำนมถั่วเหลืองตรา "ชินโป" รวมถึงการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่าง ๆ ให้กับแบรนด์อาหารระดับโลก

2. เข้าซื้อโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในประเทศอังกฤษและอเมริกา ผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd เพื่อรับผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันประมาณ 3,400 ตัน เป็น 36,000 ตัน ภายในปี 2564 รองรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต

และ 3. แผนการลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce พัฒนาต่อยอดธุรกิจที่เข้าลงทุนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุง Supply Chain, การขยายขนาดธุรกิจ Scalability เป็นต้น เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก

โดย NRF จะร่วมลงทุนใน Boosted 2 รูปแบบคือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boosted เพื่อลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งบริษัทฯ จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และร่วมลงทุนใน Boosted Ecommerce Inc ซึ่งลงทุนในธุรกิจ Ecommerce ประเภทอื่น ๆ และที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

ขณะที่ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท จากการลงทุนขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มากขึ้น และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุกตลาด ทั้งอเมริกา ยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย รวมถึงบริหารต้นทุนการผลิตและการดำเนินการที่ดีขึ้น ประกอบกับเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)

Let's block ads! (Why?)


September 26, 2020 at 12:40PM
https://ift.tt/344YpzU

NRF ลงทุนอนาคต ขยายพอร์ตอาหารแปรรูปเจาะตลาดโลก - โพสต์ทูเดย์
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

ราคาทองวันนี้ 26/9/63 ล่าสุด เปิดตลาดวันเสาร์ ปรับร่วง 100 บาท - ไทยรัฐ

jengkolpasar.blogspot.com

"ราคาทองวันนี้" เปิดตลาดเช้าวันเสาร์ ราคาปรับลด 100 บาท ส่งผลให้ราคา "ทองคำแท่ง" ขายออกบาทละ 27,850 ราคา "ทองรูปพรรณ" ขายออกบาทละ 28,350


เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 63 สมาคมค้าทองคำรายงาน ราคาทองไทยวันนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.06 น. โดยราคาทองปรับลด 100 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 27,750 ขายออกบาทละ 27,850 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 27,257.68 ขายออกบาทละ 28,350 บาท.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 26, 2020 at 09:23AM
https://ift.tt/2S13a8c

ราคาทองวันนี้ 26/9/63 ล่าสุด เปิดตลาดวันเสาร์ ปรับร่วง 100 บาท - ไทยรัฐ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

Thursday, September 24, 2020

ไอ้ไข่ให้โชค เจ้าของตลาดดังเมืองราชบุรีเฮลั่น ถูกลอตเตอรี่ 50 ใบ - Sanook

jengkolpasar.blogspot.com

เจ้าของตลาดกำนันหลัก เมืองราชบุรี นำของแก้บนไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ที่ตั้งอยู่ภายในตลาด หลังถูกลอตเตอรี่ 50 ใบ รวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท เผยให้ รปภ.ประจำตลาดไปเขย่าติ้วได้เลข 57 จึงนำมาเสี่ยงดวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา นายปราโมทย์ สรายทอง อายุ 25 ปี รปภ.ประจำตลาดกำนันหลัก ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ได้นำสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2563 ที่ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว หมายเลข 57 รางวัล 3 ตัวหน้า หมายเลข 127 และ รางวัล 3 ตัวท้าย หมายเลข 623 รวมจำนวน 50 ใบ เป็นเงินที่ถูกรางวัลมูลค่ากว่า 100,000 บาท มาวางต่อหน้ารูปหล่อไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ที่ตั้งอยู่ภายในตลาด พร้อมทั้งนำเครื่องบูชา และประทัดมาถวายเพื่อเป็นการถวายหลังที่ไอ้ไข่ให้โชค ซึ่งเป็นการมาแก้บนแทน คุณอรุณรัตน์ บุญสม กำนันตำบลเจดีย์หัก เจ้าของตลาดกำนันหลัก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางคุณอรุณรัตน์ ได้ให้ตนเองมาเขย่าติ้วขอเลขจากไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ซึ่งได้หมายเลข 57 จากนั้นตนได้นำเลขมาบอกกับเจ้าของตลาดเพื่อนำไปซื้อ ปรากฏว่าถูกรางวัลดังกล่าว

คุณอรุญรัตน์ บุญสม กำนันตำบลเจดีย์หัก เจ้าของตลาดกำนันหลัก เล่าว่า ก่อนวันที่จะประกาศผลการออกสลากรางวัลงวดวันที่ 16 ก.ย. ตนได้วานให้ รปภ.ประจำตลาดไปเขย่าติ้วขอเลขจากไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ที่ทางตลาดได้ไปบูชามาจากวัดเจดีย์ อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อมาให้พ่อค้าแม่ค้าชาวตลาดกำนันหลัก และลูกค้าทั่วไปได้มาขอพรไอ้ไข่กัน

โดยหลังจากที่ได้เลข 57 มา จึงได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสลากภายในตลาด รวมไปถึงแม่ค้าลอตเตอรี่ขาจรที่เดินเข้ามาขายภายในตลาด เพื่อเป็นการช่วยอุดหนุน และยังได้ซื้อเล็กอื่นๆ คละกันด้วย รวมๆ แล้ว กว่า 60 ใบ

แต่ปรากฏว่าสลากที่ซื้อไว้ถูกรางวัลจำนวน 50 ใบ คิดเป็นเงินรางวัลแล้วรวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท ตนจึงได้ซื้อของมาถวายไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ และให้ รภป.คนดังกล่าวไปถวายแทนตน นอกจากนี้ ตนก็ได้ให้รางวัลแก่ รภป.คนดังกล่าวด้วย เพราะเป็นผู้ที่นำโชคมาให้

อย่างไรก็ดี ยังมีพ่อค้าภายในตลาดกำนันหลักได้นำประทัดจำนวน 1 หมื่นนัดมาจุดแก้บนถวายไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ด้วย หลังมาขอพรเพื่อให้ขายของดีมียอดขายตามเป้า ซึ่งก็สมความปรารถนาจึงได้นำประทัดมาจุดถวายดังกล่าว

คุณอรุญรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่กระแสการบูชาไอ้ไข่กำลังมาแรง บรรดาพ่อค้าแม่ค้า และ ชาวบ้านที่ไม่สะดวกเดินทางไปไกลถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช อีกทั้งตนเองก็มีความศรัทธาต่อ ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ จึงได้เช่าบูชาไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ซึ่งเป็นองค์บูชาของแท้จากตัวแทนจำหน่ายวัตถุมงคลจากวัดเจดีย์ มาให้ตั้งไว้ที่ภายในตลาด เพื่อให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้า ผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของ ได้มากราบไหว้ขอพรกัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะมาขอเลขเด็ดกัน ที่ผ่านมามีผู้ที่ได้รับโชค ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ขอ ได้พากันซื้อของมาแก้บนกันจำนวนมาก ทั้งของเล่นเด็ก ชุดเสื้อลายทหาร หนังสะติ๊ก ไก่คู่ และ ประทัด

สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปกราบไหว้สักการบูชาไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ตลาดกำนันหลัก สามารถเดินทางไปได้ที่ตลาดกำนันหลัก ถนนเพชรเกษมสายเก่า ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เปิดให้บูชาทุกวัน

Let's block ads! (Why?)


September 25, 2020 at 09:10AM
https://ift.tt/2G8UVnE

ไอ้ไข่ให้โชค เจ้าของตลาดดังเมืองราชบุรีเฮลั่น ถูกลอตเตอรี่ 50 ใบ - Sanook
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 24 ก.ย. 2563 - ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

jengkolpasar.blogspot.com

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้งรายงานยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี และความหวังที่ว่าสภาคองเกรสและทำเนียบขาวจะสามารถบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ อย่างไรก็ดี บรรยากาศการซื้อขายในตลาดถูกกดดันจากการที่ประธานาธิบโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะให้คำมั่นสัญญาว่าการส่งมอบอำนาจบริหารจะเป็นไปอย่างราบรื่น หากเขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,815.44 จุด เพิ่มขึ้น 52.31 จุด หรือ +0.20% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,246.59 จุด เพิ่มขึ้น 9.67 จุด หรือ +0.30% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,672.27 จุด เพิ่มขึ้น 39.28 จุด หรือ +0.37%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นออกมาท่ามกลางความวิตกว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากโรคโควิด-19 ระบาดรอบสองในหลายประเทศ และตลาดยังถูกกดดันจากการที่ยังไม่มีการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจครั้งใหม่ในสหรัฐ

ดัชนี Stoxx Europe 600 ลดลง 1.02% ปิดที่ 355.85 จุด

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,762.62 จุด ลดลง 39.64 จุด หรือ -0.83%, ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 5,822.78 จุด ลดลง 76.48 จุด หรือ -1.30% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 12,606.57 จุด ลดลง 36.40 จุด หรือ -0.29%

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นออกมา ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด-19 และรัฐบาลอังกฤษออกมาตรการควบคุมครั้งใหม่เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 5,822.78 จุด ลดลง 76.48 จุด หรือ -1.30%

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงขานรับรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐที่ปรับตัวลงติดต่อกัน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี ความกังวลที่ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในยุโรปจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์น้ำมัน ได้สกัดแรงบวกของราคาน้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 38 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 40.31 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 17 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 41.94 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากสัญญาทองคำร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ การเปิดเผยจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ที่สูงเกินคาดในสหรัฐ ยังเป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 8.5 ดอลลาร์ หรือ 0.45% ปิดที่ 1,876.9 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 9.1 เซนต์ หรือ 0.39% ปิดที่ 23.196 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 5 ดอลลาร์ หรือ 0.59% ปิดที่ 838 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 31.40 ดอลลาร์ หรือ 1.4% ปิดที่ 2,226.90 ดอลลาร์/ออนซ์

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (24 ก.ย.) ท่ามกลางการซื้อขายที่เป็นไปอย่างผันผวน หลังสหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.04% แตะที่ระดับ 94.3565 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3352 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3378 ดอลลาร์แคนาดา และทรงตัวเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.41 เยน แต่หากเทียบกับฟรังก์สวิส ดอลลาร์แข็งค่าสู่ระดับ 0.9264 ฟรังก์ จากระดับ 0.9241 ฟรังก์

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1666 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1656 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ

1.2741 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2715 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7050 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7076 ดอลลาร์สหรัฐ

Let's block ads! (Why?)


September 25, 2020 at 08:28AM
https://ift.tt/2RWiFhx

สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 24 ก.ย. 2563 - ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่า 31.55 บาทต่อดอลลาร์ หลังมีแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย - ประชาชาติธุรกิจ

jengkolpasar.blogspot.com
เงินบาท-ดอลลาร์

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่า 31.55 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดคลายกังวลเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ-ยุโรป เปิดซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย มองกรอบที่ 31.50-31.65 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น จากปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 31.60 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ ในคืนที่ผ่านมา ตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากความคาดหวังว่า สภาคองเกรสของสหรัฐฯจะสามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเร็วนี้ หลังจากที่บรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงมีความกังวลอยู่ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาการระบาดระลอกที่ 2 ในยุโรปและสหรัฐฯ สะท้อนผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กดให้ยีลด์พันธบัตรอายุ 10ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ตราสารหนี้ความเสี่ยงสูง อย่าง High Yield ก็เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก

ดังนั้น หากตลาดยังไม่มีปัจจัยบวก อาทิ ข่าวดีเรื่องวัคซีน หรือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เข้ามา เรามองว่า ตลาดก็จะเลือกเพื่อหลบความเสี่ยงในสกุลเงินปลอดภัยอย่างดอลลาร์ไปก่อน ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังสามารถทรงตัวที่ระดับ 94 จุดได้

สำหรับวันนี้ ภาพตลาดที่เริ่มเปิดรับความเสี่ยง จะช่วยหนุนให้สินทรัพย์ในฟากเอเชียฟื้นตัวบ้าง โดยเราคาดว่า ทิศทางเงินบาทอาจถูกกำหนดโดยทิศทางค่าเงินหยวน offshore (USDCNH) โดยหากหยวนแข็งค่าขึ้น จากภาพเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวได้ดีและแรงซื้อสินทรัพย์ในจีน ก็จะเป็นปัจจัยหนุนการแข็งค่าของสกุลเงินเอเชีย ที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับ เงินหยวนราว 40%-60%

ทั้งนี้ เรามองว่าปัจจัยการเมืองในประเทศ ก็ยังมีผลกระทบต่อมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เงินบาทยังไม่กลับไปแข็งค่าเร็วในระยะสั้น ซึ่งผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน

สำหรับทิศทางกรอบเงินบาทวันนี้จะอยู่ที่ 31.50-31.65 บาทต่อดอลลาร์

Let's block ads! (Why?)


September 25, 2020 at 08:00AM
https://ift.tt/3i0SKjv

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่า 31.55 บาทต่อดอลลาร์ หลังมีแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

Wednesday, September 23, 2020

ราคาทองวันนี้ 24/9/63 ล่าสุด เปิดตลาดวันพฤหัสบดี ปรับร่วง 250 บาท - ไทยรัฐ

jengkolpasar.blogspot.com

"ราคาทองวันนี้" เปิดตลาดเช้าวันพฤหัสบดี ราคาปรับลด 250 บาท ส่งผลให้ราคา "ทองคำแท่ง" ขายออกบาทละ 27,900 ราคา "ทองรูปพรรณ" ขายออกบาทละ 28,400


เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63 สมาคมค้าทองคำรายงาน ราคาทองไทยวันนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. โดยราคาทองปรับลด 250 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 27,800 ขายออกบาทละ 27,900 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 27,303.16 ขายออกบาทละ 28,400 บาท.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 24, 2020 at 09:39AM
https://ift.tt/2RSO5W9

ราคาทองวันนี้ 24/9/63 ล่าสุด เปิดตลาดวันพฤหัสบดี ปรับร่วง 250 บาท - ไทยรัฐ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

ตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคมติดลบน้อยลง - ไทยรัฐ

jengkolpasar.blogspot.com

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ในไทยถึงสถิติการขายรถยนต์ทุกยี่ห้อในไทยประจำเดือน ส.ค.2563 ว่า ยอดการขายรถยนต์รวมทุกประเภทและทุกยี่ห้อในเดือน ส.ค.2563 มีทั้งสิ้น 68,883 คัน ลดลง 12.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว ประกอบด้วยยอดขายจากตลาดรถยนต์นั่ง 21,300 คัน ลดลง 30.3% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ 47,583 คัน ลดลง 0.5% สำหรับยอดขายรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ มียอดขาย 37,035 คัน ลดลง 3.1%

ส่วนตลาดรถยนต์รวมทุกประเภทและทุกยี่ห้อสะสมในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.) มีปริมาณการขาย 448,006 คัน ลดลง 32.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ประกอบด้วยยอดขายจากตลาดรถยนต์นั่ง 150,700 คัน ลดลง 40.7% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ 297,306 คัน ลดลง 28.1% สำหรับตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ มียอดขาย 236,151 คัน ลดลง 29.6%

“ตลาดรถยนต์รวมได้ลดลงเพียง 12.1% มาจากการที่ภาครัฐฯได้ดำเนินการผ่อนคลายให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น รวมถึงการเริ่มมีการจัดงานส่งเสริมการขายจากค่ายรถยนต์ ได้แก่ งาน Big Motor Sale 2020 ช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและผู้บริโภค จึงเห็นได้ว่ายอดขายโดยรวมของเดือน ส.ค.ยังปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.ปีเดียวกัน จากทิศทางที่ดีเหล่านี้จะส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในเดือน ก.ย.นี้มีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง”.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 24, 2020 at 07:26AM
https://ift.tt/3mMFfYh

ตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคมติดลบน้อยลง - ไทยรัฐ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

Tuesday, September 22, 2020

เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าที่ระดับ 31.38 บาท/ดอลลาร์ - ประชาชาติธุรกิจ

jengkolpasar.blogspot.com

ค่าเงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่า 31.38 บาท/ดอลลาร์ หลังความไม่แน่นอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ-ยุโรป คาด กนง.คงดอกเบี้ย 0.50%

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.38 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย จากปิดตลาดที่ 31.36 บาทต่อดอลลาร์

โดยปัจจัยมาจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเกือบทุกสกุลเงิน (ดัชนีดอลลาร์ DXY ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 94 จุด) หลังตลาดยังคงเลือกหลบความเสี่ยงในเงินดอลลาร์จากความกังวลต่อประเด็นความไม่แน่นอนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในฝั่งสหรัฐฯ

รวมทั้งความกังวลสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ทั้งในยุโรป ที่ล่าสุดทำให้รัฐบาลอังกฤษประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์บางส่วนอีกครั้ง

สำหรับวันนี้ ตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราคาดว่า กนง. จะมีมติ คงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.50% ไปก่อน ขณะเดียวกัน กนง. ก็อาจมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการท่องเที่ยวยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัว ทำให้การคงดอกเบี้ยที่ระดับต่ำยังมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนดารฟื้นตัวเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เรามองว่า กนง. จะยังไม่มีมาตรการใหม่ๆ เพื่อจัดการกับการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้หากรายงานดุลการค้าวันนี้ ยังคงเกินดุลต่อเนื่อง และตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงได้ ก็จะทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับมุมมองว่า เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าตามเดิม ซึ่งผู้ส่งออกจำนวนมากต่างก็รอขายเงินบาท หากอ่อนค่าใกล้ระดับ 31.40-31.50 บาทต่อดอลลาร์

ฟากต่างประเทศ ตลาดจะจับตา รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการของทั้งสหรัฐฯและยุโรป ซึ่งหากข้อมูลออกมาดีกว่าคาด และสะท้อนถึงการฟื้นตัวต่อเนื่อง ตลาดก็พร้อมกลับมาเปิดรับความเสี่ยงได้บ้าง

ทั้งนี้ มองกรอบค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.25-31.45 บาทต่อดอลลาร์

Let's block ads! (Why?)


September 23, 2020 at 08:33AM
https://ift.tt/33Vk79L

เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าที่ระดับ 31.38 บาท/ดอลลาร์ - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

เดอะ นีออน ไนท์ บาซาร์ “ตลาดสุดชิคของคนมีสไตล์” - ผู้จัดการออนไลน์

jengkolpasar.blogspot.com


เดอะ นีออน ไนท์ บาซาร์ “ตลาดสุดชิคของคนมีสไตล์” จุดแฮงค์เอ้าท์พิกัดใจกลางเมือง ที่หนุ่มสาวชาวออฟฟิศไม่ควรพลาด เรียกได้ว่าถ้ามาถึงที่นี่แล้วจะได้เชคอิน สถานที่เที่ยว กิน ดื่ม ช้อป รวมครบจบที่เดียว ทั้งสินค้าเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของฝาก ของตกแต่งบ้าน อาหารไทย ซีฟู้ด อีสาน และอาหารอินเตอร์ จากร้านต่างๆ มาไว้ที่นี่ ที่เดียวเดินทางสะดวกสบายใจกลางเมือง ณ ถนนเพชรบุรี 23 – 29 ปรับวันเปิดให้บริการใหม่เป็นทุกวันพุธ – อาทิตย์ (5 วัน) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ เป็นต้นไป


สำหรับร้านเด็ดที่อยากให้มาโดน ได้แก่ ร้าน Dragon King Kitchen อาหารตามสั่งและชาบู ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพมารังสรรค์เมนูบนจานโปรด อาทิ ข้าวผัดสับปะรด ต้มยำหม้อไฟ ใข่ตุ๋นหม้อไฟ กุ้งเผา น้ำจิ้มโคตรเด็ด ฯลฯ มาพร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ทานครบ 1,000 บาท รับฟรีทั้นที ชุดจิ้มจุ่ม มูลค่า 199 บาท 1 ชุด, ร้านเจ๊ดำซีฟู้ด อาหารซีฟู้ดสูตรเด็ด คัดคุณภาพแบบครบครัน สดใหม่ทุกเมนูขอแนะนำทุกท่านเมื่อมาเยือน อาทิ ต้มเล้งแซ่บ ตำผลไม้ ปลาเผา กุ้งเผา ปลาหมึก ปูม้า เสริฟพร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ด และอีกหลากหลายเมนูให้เลือกทาน นอกจากนี้ยังมี ร้านโคตรแซ่บเล้ง, ร้านMango Fu และรวมทั้งมีสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น ที่น่าสนใจ เช่น ร้านกระเป๋าหนังตอกชื่อ DIY, สร้อยหิน สร้อยข้อมือ, กางเกงยีนส์, รองเท้าแตะแฟนซี, และ เสื้อผ้ามัดย้อม พร้อมบริการ ร้านตัดผมสุดแนว, ทำเล็บ, สักลาย TATTOO ฯลฯ รวมกว่า 200 ร้านค้า เรียกได้ว่างานนี้มาที่เดียวครบจบทุกความต้องการ พร้อมให้คุณได้ชวนเพื่อนยกแก๊งค์มาอิ่มหนำกันพร้อมหน้า ในบรรยากาศสุดชิลล์ เคล้าเสียงดนตรีสดที่ขับกล่อมตลอดคืน ร่วมแชร์ความสุข แบบปลอดภัย ไร้กังวล รับวิถีใหม่ New Normal ด้วยมาตรการเข้มงวดป้องกันโควิท-19 “มั่นใจ ปลอดภัย ไร้กังวล” กับ 5 มาตรการหลัก คัดกรองอย่างเข้มงวด การเว้นระยะ ลดการสัมผัส รุกเข้มความสะอาด และติดตามเพื่อปลอดภัย


ชวนช้อป ชิม ชิลล์ และอิ่มอร่อย ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (5 วัน) ได้ที่ เดอะ นีออน ไนท์ บาซาร์ ตั้งแต่ เวลา 16.00 – 24.00 น. ถนนเพชรบุรี 23 – 29 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.063-230-1555, 063-197-1515 / Facebook: TheNeonNightBaZaar


Let's block ads! (Why?)


September 23, 2020 at 09:07AM
https://ift.tt/3mJpbGy

เดอะ นีออน ไนท์ บาซาร์ “ตลาดสุดชิคของคนมีสไตล์” - ผู้จัดการออนไลน์
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog

Monday, September 21, 2020

ค่าเงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงที่ 31.315 บาท/ดอลลาร์ - ประชาชาติธุรกิจ

jengkolpasar.blogspot.com
ค่าเงินบาท เงินบาท ตลาดหุ้น
แฟ้มภาพ

ค่าเงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงที่ 31.315 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงศรี” ให้กรอบเคลื่อนไหวระหว่าง 31.25-31.45 บาท จับตาแถลงตัวเลขนำเข้า-ส่งออกเช้านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (22 ก.ย.) เปิดตลาดที่ 31.315 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.22 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางแข็งค่าขึ้น หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของหลายประเทศในยุโรปมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น จนกังวลกันว่าจะมีการล็อกดาวน์อีกรอบ

ขณะเดียวกันราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมา ตกลงค่อนข้างมากถึง 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาต่ำกว่า 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์

โดยกรอบเงินบาทวันนี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25-31.45 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหลังเปิดตลาดช่วงเช้าค่าเงินบาทมีการอ่อนค่าไปถึงระดับ 31.43 บาทต่อดอลลาร์ แต่ล่าสุด (ณ 10.30 น.) แข็งค่ากลับขึ้นมาที่ระดับ 31.36 บาทต่อดอลลาร์แล้ว

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญ มาจากนักลงทุนมีการเข้าไปซื้อทองคำ เนื่องจากราคาที่ลดลง จึงทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาการแถลงตัวเลขนำเข้าและส่งออกสินค้าเดือน ส.ค. ของทางกระทรวงพาณิชย์เช้าวันนี้ ว่าจะออกมาทิศทางใด ทั้งนี้ หากตัวเลขออกมาแย่ลง ก็จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้อีก ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะคงที่อยู่ที่ 0.5% ต่อปี ดังนั้นจึงให้ผลกระทบต่อตลาดค่อนข้างจำกัด

Let's block ads! (Why?)


September 22, 2020 at 10:43AM
https://ift.tt/2ZSPYqj

ค่าเงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงที่ 31.315 บาท/ดอลลาร์ - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/3azMLPC
Home To Blog